มะนาวทูลเกล้า

มะนาวทูลเกล้า ได้รับการยกย่องว่ามีกลิ่นหอมอันดับ 1

ด้วยคุณสมบัติที่สุดยอดของสายพันธุ์ทูลเกล้า จึงเป็นที่นิยมได้ไม่ยาก เรามาดูคุณสมบัติที่เป็นที่ต้องการเด่นๆ ของเขากันดีกว่า

  • ลูกใหญ่ เปลือกบาง เรื่องนี้จากประสบการณ์การปลูกของเราซึ่งปลูกมาแล้ว 4 ปี จึงได้ทราบว่าสายพันธุ์ยี้มีเปลือกบาง คือตอนแรกเปลือกหนามาก ถึงจะมีลูกยากก็จริง แต่พอแก่จัดประมาณเดือน เมษายน - มิถุนายน เปลือกบางมาก จึงได้ทราบว่าโดยปกติเมื่อแก่จัดจะมีเปลือกบางเองโดยธรรมชาติ แทบทุกสายพันธุ์ก็ว่าได้
  • ไร้เมล็ด การปลูกให้ไร้เมล็ดที่ได้ผลจริง ต้องแยกปลูกเฉพาะสายพันธุ์นั้นๆ ไม่ปลูกรวมกัน เพราะผึ้งน้อย และแมลงซึ่งเป็นเครื่องจักรผสมพันธุ์ให้เรา ไม่ได้แยกแยะว่าสายพันธุ์ไหนเมล็ดเยอะ หรือไม่มีเมล็ด เขาเพียงทำหน้าที่ตามธรรมชาติของเขาเท่านั้นเอง เราต้องแยกปลูกเอาเองไม่ปลูกรวมกันก็จะได้มะนาวไร้เมล็ด
  • น้ำเยอะ กลิ่นหอม หลายครั้งที่เราซื้อจากตลาดจะเจอน้ำน้อย และกลิ่นไม่หอม ซึ่งโดยปกติของทุกสายพันธุ์ เมื่อแก่จัดจะมีน้ำเยอะและกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ตามธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว แต่แม่ค้าไม่มีเวลาแยกให้เรานั่นเองจึงขายทั้งที่ผลแก่จัด และไม่แก่จัด จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะเลือกเอาเองนั่นแหล่ะ สายพันธุ์นี้เป็นแชมป์เรื่องกลิ่นหอมอันดับ 1 อย่างแน่นอน
  • ให้ผลผลิตหน้าแล้ง คุณสมบัตินี้โดเด่นมาก เพราะโดยปกติหน้าแล้งทีไรราคาแพงทุกปี แต่สายพันธุ์นี้จะออกดอกประมาณเดือนกันยายน - พฤศจิกายน ซึ่งจะให้ผลผลิตในช่วงฤดูแล้งพอดี 
  • ลูกดก อันนี้เราเปรียบเทียบกับพันธุ์แป้นดกพิเศษ ทราบว่าลูกดกน้อยกว่า เพราะแป้นดกพิเศษให้ผลผลิตเยอะจริง แต่ต้นเขาเล็กกว่าจึงจำเป็นต้องคัดเฉพาะลูกที่เหมาะสมไว้จึงมีปริมาณที่น้อยกว่าพันธุ์ทูลเกล้า ซึ่งมีต้นที่เป็นพุ่มใหญ่กว่า กิ่งแข็งแรงกว่าจึงให้ลูกเยอะกว่านั่นเอง
มะนาวทูลเกล้า กลิ่นหอมอันดับ 1
มะนาวทูลเกล้าให้กลิ่นหอมและน้ำเยอะที่สุด

รู้จักให้มากแล้วจะอยากได้มาปลูกที่บ้าน

ขอบคุณข้อมูลจาก Pantown

รู้จักครั้งแรกประมาณปี 2538 หรือ 2539 ยุคนั้นเป็นยุคที่กำลังเล่นไม้ดอกโป๊ยเซียน เห็นข้อมูลของในหนังสือเกษตรเล่มหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นหนังสือ เทคโนโลยี่ชาวบ้าน หรือ หนังสือเคหะการเกษตร ก็อ่านผ่านๆ ทราบข้อมูลตามที่อ่านว่าออกลูกดก มีเกษตรกรคนหนึ่งนำกระถางที่มี “มะนาวทูลเกล้า” ถวายให้กับในหลวง ตอนนั้นในภาพเห็นแค่มะนาวออกลูกในกระถาง ไม่มีรูปตอนถวาย แล้วในหนังสือนั้นก็เรียกว่า “มะนาวทูลเกล้า”

ต่อมาทราบข่าวว่า ถูกแจกจ่ายไปยังโครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อให้ขยายพันธุ์แจกให้กับเกษตรกรทั่วไป ประมาณปี 2541 มีเพื่อนที่ทำงานอยู่ในโครงการพระราชดำริเขาหินซ้อน บอกว่ามีกิ่งพันธุ์ขาย เพราะเกษตรกรที่ได้รับแจกไป ปลูกเลี้ยงจนโตและขยายพันธุ์ออกมาจำหน่าย เพื่อเป็นรายได้เสริม ราคากิ่งละ 200 บาท เป็นกิ่งเสียบ ยาวประมาณสักคืบหนึ่ง ก็เลยซื้อมาปลูก 2 ต้น..

ชอบเพราะชื่อดี เลยนำมาปลูกไว้ข้างบ้านพอต้นโตขึ้นก็ขยาย เสียบได้ประมาณ 15 ต้น ก็แบ่งไปให้เพื่อนๆพี่ๆ ปลูกกันบ้าง เหลือประมาณ 10 ต้น ก็เอาไปปลูกไว้ริมสวน สองต้นที่ซื้อมาหลังจากขยายครั้งแรกอยู่ในกระถางสักพัก ลืมๆไปเผลอแป๊บเดียวแห้งตายซะงั้น เหลือปลูกไว้ริมที่สิบต้น ตามที่เคยมีสมาชิกในอาศรมฯหลายท่าน เคยเข้ามาทำกิจกรรมในอาศรมฯแล้วเก็บลูกไปกินกันคนละถุงสองถุง..

แล้วทำไมต้องที่ดีที่สุดในประเทศไทย อ้างอิงจากตรงไหน..ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผมเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ และขยายพันธุ์ต้นไม้หลายๆประเภทจำหน่ายทั้งในโลกอินเตอร์เนตและภายนอก จริงๆจังขายมาประมาณสิบกว่าปีแล้ว หลังจากเลิกอาชีพก่อสร้างเมื่อตอนเศรษฐกิจฟองสบู่แตก แต่ในเนตนี่ขายมาจะครบเก้าปีในเดือนพฤศจิกายนนี้แหละ..

พันธุ์ไม้ในอาศรมฯจะเน้นความหลากหลาย ตัวไหนดีก็ขยายขายตัวไหนยังไม่ดีก็ปล่อยไว้ เป็นบ้างตายบ้างตามเรื่อง..มะนาวนับสายพันธุ์ไม่ถูก ตะกี้นับนิ้วได้กว่ายี่สิบสายพันธุ์ยังไม่หมด ต้นไม้หลายชนิดปลูกไว้เพื่อศึกษา ต้องมีข้อเปรียบเทียบ ซึ่งสายพันธุ์ทูลเกล้าเห็นกันมานานแล้ว ปัจจุบันต้นที่ปลูกไว้ริมที่แก่ตายหมดแล้ว อายุประมาณ 15 ปี และเลี้ยงไม่เคยดูแลเลย ช่วงสองสามปีหลังตอนกิ่งมาก ทำให้ต้นโทรมเร็วและแก่ตาย..


ข้อดีของสายพันธุ์นี้ คือ..

  1. ทนต่อโรคนับเป็นลำดับ 1 ของมะนาวทั้งหลาย ถ้าใครเคยปลูกเลี้ยงจะทราบได้ดี การใช้ยาเพื่อควบคุมแมลงน้อยมาก และทนต่อโรคแคงเกอร์ได้ดีที่สุด
  2. ทนแล้งได้ดีกว่าแป้นอื่นๆ ขาดน้ำสี่ห้าวันนี่ถ้าอยู่ในดินจะไม่รู้สึกเลย ตรงกันข้าม ถ้าน้ำมากจะทำให้งามใบ ไม่ค่อยออกลูก
  3. มีน้ำหอม ยั่วน้ำลายได้ดี ยืนห่างกันระยะสักหนึ่งวา ถ้าผ่าก็จะได้กลิ่นหอมทันที กได้ทำการทดลองหลายครั้งหลายหน ต่อหน้าคนเกินพันคนแน่นอน เพื่อพิสูจน์ความหอมและคุณสมบัติของสายพันธุ์นี้ (จากศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตร ทั้งของตำบลและหมู่บ้าน เมื่อมีผู้เข้ามาดูงาน)
  4. อายุน้อย (อ่อน)ก็ให้น้ำได้ดีปรกติ 5 เดือนครึ่งถึงหกเดือน ผลถึงจะแก่..อายุผลต้องเกินสี่เดือน ถึงจะบีบน้ำได้สะดวก แต่สายพันธุ์ 3 เดือนก็เก็บไปใช้ได้แล้ว
  5. มีน้ำมาก ไม่มีเมล็ด ทำให้ผ่าใช้สะดวก เปลือกไม่ขมเวลาปรุงอาหาร
  6. ออกผลได้ทั้งปี โดยเฉพาะหน้าแล้งสามารถติดผลได้ดีกว่าพันธุ์แป้นทั้งหลาย ความดกอยู่ในเกณฑ์ปรกติ ไม่ถึงกับดกมากเป็นพิเศษ แต่ก็ออกผลดกจนทำให้ต้นตกยางตายได้เช่นกัน ถ้าเลี้ยงดีๆและปล่อยลูกไว้มากเกินไปไม่เด็ดทิ้งบ้าง
  7. ใช้ประกอบอาหารได้ดีกว่าพันธุ์แป้นทุกชนิด ทำต้มยำ และส้มตำได้รส ได้กลิ่นของอาหารไทยปรกติ หรือนำไปทำน้ำปั่น ทำขนมเค๊กก็มีผู้ทดลองทำและรับรองคุณภาพมาแล้ว..

จากคุณสมบัติต่างๆที่ได้เปรียบ ทำให้เป็นที่นิยมในท้องตลาด จึงจัดว่าที่ดีที่สุดในประเทศ เพราะว่าจะหาสายพันธุ์ ..ที่จะให้มีคุณสมบัติ ค่อนข้างดีแบบนี้ เป็นเรื่องยาก ลองนึกเปรียบเทียบกันดู

สำหรับโรคและศัตรูก็มีบ้างนะ อ่านเพิ่มเติมที่นี่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก อุทยานการชีพชัยพัฒนา

เป็นไม้พุ่ม สูง 2-3 เมตร กิ่งก้านมีหนามแหลม แต่จะมีน้อยมาก กิ่งก้านมักโค้งงอลงและยาวเกือบทอดเลื้อยไปตามหน้าดิน

ใบ จะมีความหนากว่าใบของสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เลยทำให้แมลงไม่บินเข้าเกาะกินใบ ดอกเป็นสีขาวมีกลิ่นหอมเย็น

ผล รูปทรงกลมมีขนาดใหญ่ให้น้ำเยอะ รสชาติเปรี้ยวจัด มีกลิ่นหอมและเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดโดยธรรมชาติตามที่ระบุข้างต้น มีดอกและติดผลดกเป็นพวง 5-7 ผล มีดอกติดผลเกือบทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่มะนาวมีราคาแพง ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและเสียบยอด

ลักษณะเด่นประจำพันธุ์

ขอบคุณข้อมูลจาก นครินทร์ ศุภพงษ์

ลักษณะประจำพันธุ์คือ จะติดผลดกในช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นช่วงที่มีราคาแพงมาก และจะมีดอกติดผลดกขึ้นเรื่อยๆตามอายุของต้นที่ปลูก ยิ่งต้นมีอายุมากก็ยิ่งจะมีดอกและติดผลมากขึ้นเป็นทวีคูณแบบไม่ขาดต้นหรือเกือบทั้งปีนั่นเอง โดยในช่วงฤดูฝนเปลือกผลจะค่อนข้างจะหนา แต่พอเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งเปลือกผลจะบางลงเองเป็นธรรมชาติของสายพันธุ์ ผลจะมีขนาดใหญ่ ผลโตเต็มที่เกือบเท่าลูกเทนนิสเลยทีเดียว จึงทำให้มีน้ำเยอะเมื่อผ่าบีบคั้นเอาน้ำ น้ำมีรสชาติเปรี้ยวจัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

  • ปกติ มะนาวทั่วไป จะไม่ติดผลในช่วงฤดูแล้ง หรือ ติดผลบ้างเล็กน้อยจึงทำให้มีราคาแพงในช่วงดังกล่าวเป็นประจำทุกปี มีความพิเศษคือติดผลดกมากในช่วงฤดูแล้งและจะติดผลเป็นพวง 5–7 ผลและที่สำคัญจะติดผลดกมากขึ้นเรื่อยๆตามอายุของต้นที่ปลูก ยิ่งอายุมากยิ่งจะติดผลดกเป็นทวีคูณ
  • สามารถติดผลไม่ขาดต้นเกือบทั้งปี ใน ช่วงฤดูฝนเปลือกผลค่อนข้างจะหนาพอเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งเปลือกผลจะบางลงเองโดยธรรมชาติของสายพันธุ์ ผลมีขนาดใหญ่มาก ผลโตเต็มที่สามารถมีขนาดได้เกือบเท่าลูกเทนนิส ให้น้ำเยอะรสชาติเปรี้ยวจัดไม่มีเมล็ดเมื่อ บีบหรือคั้นเอาน้ำใช้ประโยชน์ไม่ต้องเก็บเมล็ดทิ้งให้เสียเวลาจึงทำให้ครองความนิยมจากผู้ปลูกผู้รับประทานมาโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบัน
  • อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้พุ่ม ถ้าปลูกลงดินต้นสูงได้ 2-3 เมตร กิ่งก้านมีหนามแต่น้อยมาก กิ่งมักโค้งงอและยาวเกือบทอดเลื้อยตามหน้าดิน ใบจะมีความหนากว่าใบของสายพันธุ์อื่น จึงทำให้แมลงไม่ลงเกาะกิน ดอกสีขาวมีกลีบดอก 4 กลีบ ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม
  • “ผล” รูปทรงกลมมี ขนาดใหญ่ตามที่กล่าวข้างต้น ให้น้ำเยอะ รสเปรี้ยวจัดและไม่มีเมล็ด ติดผลเป็นพวงเกือบตลอดทั้งปี และที่เป็น จุดเด่นทำให้ครองความนิยมในการปลูกคือ จะติดผลดกเป็นพิเศษในช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นช่วง ที่สายพันธุ์อื่นไม่ติดผล หรือติดผลน้อย และมีราคาแพง
  • ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและเสียบยอด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อุณหภูมิฤดูร้อน มีอากาศร้อนอบอ้าวและแห้งแล้งโดยทั่วไป ปริมาณฝนน้อยโดยจะร้อนมากที่สุด ประมาณเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส 
    • ในภาคใต้อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ ระหว่าง 26-30 องศาเซลเซียสการปลูกในช่วงนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบน้ำ จะต้องมีอย่างต่อเนื่องส่วน เรื่องโรคระบาดต่างๆ เช่น แคงเกอร์ เชื่อราต่างๆจะไม่มีมารบกวนในช่วงนี้ แต่ที่สำคัญดังที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ เรื่องน้ำจะต้องมีแหล่งน้ำตลอดในช่วงนี้และเมื่อย่างเข้าหน้าฝนจะเป็นช่วงที่ตั้งตัวได้พอดีดังนั้นการ เจริญเติบโตจะค่อนข้างดีสำหรับช่วงการปลูกในฤดูร้อนนี้ ฤดูฝน มีพายุลมแรง ฝนตกชุกเป็นบริเวณกว้าง โดยตกหนักถึงหนักมากในบางครั้งมีปริมาณน้ำฝน เฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 1,100-1,500 มิลลิเมตรต่อปีโดยบริเวณที่ฝนตกมากที่สุดคือภาคใต้และริมชายฝั่ง
    • ภาคตะวันออกซึ่งมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี และในบางท้องที่สูงถึง 4,000 มิลลิเมตรต่อปีบริเวณที่มีฝนตกน้อยคือบริเวณเทือกเขาสูงตอนกลางของประเทศซึ่งมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่ำกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปีการปลูกช่วงนี้ฟังดูเหมือนจะดีว่าน้ำท่าสมบูรณ์ดีไม่ต้องมีแหล่งน้ำก็ได้เพราะอาศัยน้ำฝนแทน แต่ในภาคปฏิบัติจริงแล้วเป็นช่วงการปลูกที่ไม่สู้จะดีเลยจริงๆดังเช่นปี 2554 ฝนตกตลอดเวลา มะนาวที่ปลูกระบบรากยังไม่แข็งแรงเมื่อพื้นดินแฉะมากๆติดต่อการหลายวันระบบรากที่ยังไม่แข็งแรงจะเกิดมี ปัญหาทำให้การดูดธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่ทำให้ใบเล็กและเหลืองแต่หากท่วมขังก็จะตายอย่างรวดเร็ว ภายใน 7 วันส่วนเรื่องโรคแคงเกอร์ก็จะระบาดมากเนื่องจากฝนตกชุกทำให้มีปัญหาในการพ่นยาป้องกันรวมถึง แมลงต่างๆ ฤดูหนาวมีอากาศเย็นและหนาวถึงหนาวจัด
    • ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณภูเขาสูงและ ยอดดอยต่างๆ มีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคมอยู่ระหว่าง 26-28 องศาเซลเซียส ช่วงนี้หากปลูกในช่วงที่อากาศมีความชื้นสูงจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตเชื้อราต่างๆ อาจเกิดได้ในช่วงนี้สำหรับประเทศไทยเรา อากาศจะหนาวเย็นแห้งแล้งความชื้นสูง แต่ข้อดีของการปลูกฤดูนี้คือจะได้ผลผลิตออกพอดีสำหรับการขายใน ฤดูแล้งของปีถัดมาทันที
  • ดินเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าต้องการจะปลูกให้เจริญงอกงามดี มีผลดกและคุณภาพดีก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการ ระบาย น้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ การเตรียมพื้นที่ปลูก
    • 1. พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินให้มีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณ น้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก5X5 เมตร
    • 2. พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน การเตรียมกล้า กล้าที่เราเตรียมปลูก เลือกใช้ต้นที่ได้มีการชำดูความแข็งแรงของต้นกล้า ให้รากเกิดและแข็งแรง 80 เปอร์ เซ็นจึงนำลงมาปลูก
  • การตอนกิ่งทำได้ง่ายๆ ไม่ยากเลย แม้มือใหม่ก็ยังสามารถตอนกิ่งได้
    1. กรีดตุ้มตอนกิ่งสำเร็จรูป แช่ในน้ำที่ละลายยาเร่งรากไว้แล้ว 1 คืน
    2. เลือกกิ่งที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไป
    3. ควั่นรอบกิ่ง ห่างกัน 2-3 เซ็นติเมตร
    4. นำตุ้มตอนกิ่งที่แช่น้ำไว้แล้ว มาบีบน้ำออกให้แห้งพอหมาด
    5. รัดตุ้มตอนกิ่งด้วยสายรัดที่แถมมาให้แล้ว ล่าง 1 เส้น และบน 1 เส้น
    6. ทิ้งไว้ 50 วันก็ตัดกิ่งตอนไปชำได้แล้ว
  • วัสดุอุปกรณ์ในการปักชำกิ่ง
    • 1.กิ่งพันธุ์ดี
    • 2.กรรไกรตัดกิ่ง
    • 3.ภาชนะที่จะใช้ในการเพาะ เช่นกระถาง ถุงเพาะชำ เป็นต้น
    • 4.ทรายหยาบ
    • 5.น้ ายาเร่งราก
    • 6.ถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ หรือ แผ่นกระจกสำหรับปิดภาชนะให้มิด
มะนาวตาฮิติ

มะนาวทูลเกล้า VS มะนาวตาฮิติ

ขอบคุณข้อมูลเก่าจาก สวนมะนาวพันธุ์ทูลเกล้าไร้เมล็ด

สายพันธุ์ตาฮิติ มีชื่อเสียงในประเทศไทยมานานแล้ว หลังจากมีสายพันธุ์น้ำหอมทูลเกล้าได้ประมาณ 5 ปี หมายถึงทางอาศรมฯได้นำสายพันธุ์ทูลเกล้ามาปลูกแล้วกว่า 5 ปี จึงได้ยินชื่อเสียงของสายพันธุ์ตาฮิติ แต่เดิมทั้งสองสายพันธุ์ มีชื่อเสียง ว่าเป็นสายพันธุ์นำเข้ามาจาก ประเทศสเปญ..

แต่ปัจจุบันสายพันธุ์ตาฮิติ ได้รับการพูดถึงว่าน่าจะมีการนำเข้ามาจากหมู่เกาะตาฮิติ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดข้อมูล.. พอๆกับสายพันธุ์น้ำหอมทูลเกล้า ที่ยังมีต้นกำเนิดไม่ชัดเจนเช่นกัน

ทั้งสองสายพันธุ์มีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างมาก ทั้งลำต้น ใบ,เส้นใบ,ขอบใบ กิ่งก้านและผล ขนาดลูกก็ใกล้เคียงกัน อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ในการปลูกเลี้ยงและดูแล เรื่องน้ำ อากาศ ปุ๋ย ทำให้มะนาวทั้งสองชนิด ค่อนข้างแยกชนิดยาก และอาจเหมือนกัน เช่น..

ต่อมกลิ่นหอมใต้ผิวลูก สายพันธุ์ตาฮิติจะมีความใหญ่กว่า ทำให้ผิวค่อนข้างขรุขระกว่า และในขณะที่อายุต้นอ่อนพอๆกัน ลักษณะลูกของสายพันธุ์ตาฮิติ จะมีลักษณะลูกยาวเหมือนไข่เป็ด ได้มากกว่าสายพันธุ์ทูลเกล้า ซึ่งอาจจะมีลักษณะลูกยาวได้ แต่จะมีจำนวนน้อยกว่าค่อนข้างเยอะ

ใบของสายพันธุ์ทูลเกล้าจะมีความหนากว่าเล็กน้อย ถ้าปลูกและตั้งคู่กัน เลี้ยงเหมือนกัน ทูลเกล้าจะทนการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชได้มากกว่า ทั้งนี้หมายถึงการระบาดของโรคแคงเกอร์ด้วย ตาฮิติน่ะทน..แต่ทูลเกล้าน่ะโคตรทน..

เพราะความแคลงใจ ในความเหมือนหรือแตกต่างของสองสายพันธุ์นี้..ทำให้ผมต้องเดินทางไปยัง สวนตาฮิติ ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครนายก หรืออาจจะใหญ่ที่สุดในประเทศเลยก็ได้ ในพื้นที่ 500 ไร่ เป็นแปลงปลูกสายพันธุ์ตาฮิติอย่างเดียว 150 ไร่ และจากการสอบถาม กำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย

วันนั้นข้อมูลที่ได้ ผลผลิตของสวนนี้ มีทั้งลูกค้าสั่งซื้อในเมืองไทย และแพ๊คใส่กล่อง กล่องละ 20 กิโลส่งออกนอก..ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท (ขณะนั้นราคาในท้องตลาด ลดลงเหลือประมาณโลละ 30 บาท) ผมสอบถามถึงเรื่องราคา ทางสวนก็ให้ข้อมูลมาว่า ช่วงที่ราคาถูกๆ ยังไม่เคยขายต่ำกว่าโลละ 40 บาทเลย

ผมให้เครติดไว้เลยแล้วกัน สวนนี้ชื่อสวนวสา อยู่ถนนนครนายก-รังสิต ก.ม 48 หรือ 49 นี่แหละ รั้วแดงๆข้ามคลองไป สามารถไปซื้อกิ่งพันธุ์มาปลูกได้ และทางสวนเขารับซื้อผลผลิตคืน ในพื้นที่ใกล้เคียง ลองไปติดต่อกันดู วันนั้นเลยซื้อลูกสายพันธุ์ตาฮิติมาสองกิโล พร้อมซื้อต้นพันธุ์ต้นใหญ่ ที่ติดลูกกลับมาด้วย

มาถึงแหล่งชุมนุมหรือสมาคมเรื่องต้นไม้ที่สิงสถิตย์พูดคุยกันอยู่เป็นประจำ โชคดีมีสมาชิกนั่งโม้อยู่แล้ว 5 ท่าน มีทั้งเกษตรอำเภอ ผู้ปลูกเลี้ยงขยายพันธุ์ไม้ขาย และ พ่อค้าขายพันธุ์ไม้กำลังเข้ามาซื้อไม้ไปขาย ..เลยได้ร่วมกันผ่าและพิจารณาทั้งสองสายพันธุ์นี้ดู เพราะที่แหล่งชุมนุมมีสายพันธุ์น้ำหอมทูลเกล้าปลูกอยู่แล้ว..

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดหลังจากการผ่าลูกทั้งสองสายพันธุ์คือ ..ความหอม แตกต่างกันแยกได้ชัดเจน สายพันธุ์ตาฮิติความหอมต่ำกว่าสายพันธุ์น้ำหอมทูลเกล้ามาก และ รสเปรี้ยวต่างกัน สายพันธุ์ตาฮิติ เปรี้ยวปริ๊ด เปรี้ยวแหลม ส่วนสายพันธุ์ทูลเกล้า เปรี้ยวแบบนุ่มนวล (ตรงนี้เลยใช้ทำน้ำปั่นและทำเค๊กได้ดีมีกลิ่นหอม) ที่นั่งอยู่ด้วยกันวันนั้น เห็นตรงกันถึงความแตกต่างเหล่านี้ ส่วนด้านใบ ด้านต้นและอื่นๆ ผมต้องไปพิจารณาเอง นั่งหงายใบ คว่ำใบของทั้งสองสายพันธุ์อยู่สามวัน นับทั้งเส้นใบ นับทั้งรอยหยักริมใบ ยังหาความแตกต่างตรงนั้นไม่ได้

ที่สำคัญในปัจจุบัน มีอีกหลายพ่อค้า และหลายสวน ยังแยกมสองตัวนี้ไม่ออก บางทีก็ว่าเป็นตัวเดียวกัน มีคนมาซื้อชื่ออะไรก็หยิบขายแทนกันไป เราจึงได้ยินคำพูดบ่อยๆว่า ทูลเกล้าน้ำไม่หอมบ้าง ไม่เปรี้ยวบ้าง ทำให้ทูลเกล้าซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่น่าปลูกที่สุด ขาดความสำคัญในวงการของไทยไป อีกทั้งปัญหาการค้ากิ่งพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่มีราคาสูงกว่า ทำให้การค้ากิ่งพันธุ์น้ำหอมทูลเกล้าไม่เป็นที่พูดถึงเพราะราคาถูกกว่า ถ้ายังจำกันได้แต่ก่อนแป้นพิจิตร กิ่งละ 150-300 บาท ทูลเกล้ากิ่งละ 30-50 บาท แต่ปัจจุบันราคากิ่งพันธุ์ของทูลเกล้า แพงกว่าแป้นพิจิตรแล้ว ทั้งนี้เกิดมาจากคุณภาพที่เด่นกว่าในหลายๆประการนั่นเอง

หลังจากได้ผ่าเปรียบเทียบกันดูวันนั้น ยังเหลือผลตาฮิติอีกหลายลูก (เพราะซื้อมาสองกิโลกรัม) ก็ยังนำมาผ่าเปรียบเทียบให้คนดู อีกนับสิบคน จนหมด และความคิดเห็นเป็นแบบเดียวกัน ทุกคนเข้าใจถึงความแตกต่างของทั้งสองชื่อนี้ และที่นี้จะมองหาทูลเกล้าน้ำหอมกันได้ยังไง ถ้าไม่มีตัวเปรียบเทียบใกล้ๆ...

นับเป็นการยากทีเดียว แต่อย่างหนึ่งที่พอทำได้คือ ถ้าจะซื้อน้ำหอมทูลเกล้าในแหล่งที่ไม่แน่ใจ ควรซื้อต้นที่ติดลูกด้วยเลย และหยิบไปผ่าในระยะห่างประมาณ 1 วา ถ้ามีกลิ่นหอมฟุ้งขยายถึงในระยะที่ว่า ก็น่าจะใช่ทูลเกล้า เพราะตาฮิติ ความหอมไม่มากขนาดนั้น ห่างเกินศอกก็ไม่ได้กลิ่นแล้ว..

ตาฮิติ ยังมีการปลูกกันนับร้อยไร่ ทำไมจะปลูกน้ำหอมทูลเกล้าขายบ้างไม่ได้ คุณภาพที่ดี ย่อมเป็นที่ต้องการของตลาดเอง..พบกับอีกหนึ่งข้อเขียน..

มะนาวทูลเกล้าน้ำหอม ที่ดีที่สุดในประเทศไทย.

มะนาวตาฮิติ
แชร์ได้นะ!

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Shopping Cart