เลี้ยงกบ รายได้ดี

เลี้ยงกบเริ่มต้นง่ายๆ มีรายได้คงที่

เลี้ยงกบไม่จำเป็นต้องเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารของตนเองเท่านั้น เพราะกบไม่ได้เป็นเพียงอาหารธรรมดา ตามหมู่บ้านในชนบทอีกต่อไป ตอนนี้กบกลายเป็นเมนูแสนอร่อยของคนทุกเพศทุกวัยไปแล้ว โดยเฉพาะตลาดนัดในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพ ชลบุรี ปทุมธานี ไม่ว่าจะเป็น กบทอด ยำกบ ผัดพริกกบ ฯลฯ จนทำให้ตลาดมีความต้องการมาก ขณะที่อาชีพเลี้ยงยังไม่แพร่หลายทั้งที่กบมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงนับได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้เลี้ยง

ถึงแม้จะเลี้ยงไม่ยาก แต่การเลี้ยงให้มีคุณภาพ เพื่อเกิดรายได้ดีจำต้องมีเทคนิคควบคู่ไปด้วย

ตัวอย่างเช่นเดียวกับ ชาวบ้านที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รวมกลุ่มกันเลี้ยงแบบครบวงจร ส่งขายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มีรายได้กันเป็นแสนเป็นล้านบาทต่อปี แล้วยังถือเป็นแหล่งเพาะ-ขายพันธุ์กบแห่งใหญ่ของประเทศด้วย

หัวข้อที่สำคัญ

อะไรคือเหตุผลที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ถึงได้มีศักยภาพในการเลี้ยงกบจนได้โกอินเตอร์เช่นนี้

ศูนย์การศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อนคุณวรมิตร ศิลปชัย นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกเล่าความเป็นมาว่า ในอดีตชาวบ้านที่นี่ มีความเดือดร้อนในเรื่องการทำมาหากินอย่างมาก เนื่องจากสภาพทางธรรมชาติไม่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม ขาดแคลนแหล่งเก็บน้ำถาวร เพราะเป็นดินทราย มีน้ำใช้เฉพาะหน้าฝน คงปลูกได้เพียงมันสำปะหลังเป็นหลัก

การเข้ามาช่วยเหลือของประมง ต้องเลือกอาชีพเฉพาะที่ใช้น้ำน้อยเป็นหลัก อย่างการส่งเสริมให้เลี้ยงกบ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้คราวละจำนวนมาก โดยใช้กบนาที่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดคือ มีขนาดใหญ่ ทนต่อโรค ให้ผลผลิตดก มีสีเหลืองทอง ทั้งนี้ได้ส่งเสริมมาสัก 10 ปี ชาวบ้านเลี้ยงกันแพร่หลาย ประมาณ 100 ราย แต่ละรายใช้พื้นที่ไม่ถึงไร่ก็สามารถสร้างเงินได้เป็นแสนบาท แต่บางรายทำได้ดีมาก มีรายได้เป็นล้านบาทต่อปี ด้วยเหตุนี้กบจึงเป็นอาชีพเศรษฐกิจของชาวบ้านในที่นี่

กบที่ชาวบ้านเลี้ยงกันอย่างจริงจัง มีเพียง 3 ตำบลหลักในอำเภอพนมสารคาม ได้แก่ เขาหินซ้อน เกาะขนุน และบ้านซ่อง มีรายใหญ่ที่ทำจริงจัง ประมาณ 10 ราย นอกจากนั้นเลี้ยงกันแบบครอบครัวไว้บริโภคและส่งขายตามตลาดสดในท้องถิ่น แต่ถ้าเป็นรายใหญ่จะทำแบบครบวงจร พร้อมกับส่งกบเนื้อขายที่ฮ่องกงด้วย โดยการเลี้ยงส่งออกจะเน้นคุณภาพ และขนาดไม่ใหญ่นัก

“ดังนั้น ถือว่าที่นี่เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกบแห่งใหญ่ของประเทศ เพราะมีลูกค้าเกือบทุกจังหวัดมาหาซื้อลูกพันธุ์เพื่อไปเลี้ยง และขายต่อด้วย จนผู้เลี้ยงบางรายมีรายได้ถึงปีละกว่าหลายล้านบาท สร้างรายได้อย่างดีให้เกษตรกร ทำให้มีฐานะการเงินที่มั่นคง” คุณวรมิตร กล่าว 

คุณสำเริง วงษ์สุรินทร์ ชาวบ้านที่พักอยู่เลขที่ 364 หมู่ที่ 13 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ประสบความสำเร็จ จากการเลี้ยงเป็นอาชีพ ภายใต้หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพัฒนาคุณภาพกบได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งใน และต่างประเทศ จนมีจำนวนจำหน่ายไม่พอ จึงต้องจัดตั้งกลุ่ม ผู้เลี้ยงบ้านดอนขี้เหล็กขึ้น ช่วยทำให้ชาวบ้านมีรายได้ สร้างฐานะความมั่นคงอีกหลายครัวเรือน

ปี 2539 ได้เข้าไปที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่ออบรมการเลี้ยง  โดยเริ่มจากทุนจำนวนน้อย ด้วยการสร้างบ่อซีเมนต์เลี้ยงเพียงบ่อเดียว กับแม่พันธุ์ จำนวน 8 ตัว กระทั่งได้ผลผลิตถึง 800 กิโลกรัม เวลาผ่านไป 20 ปี ตอนนี้ฟาร์มคุณสำเริงมีบ่อเลี้ยงอยู่ จำนวน 30 บ่อ ซึ่งทุกบ่อใช้สำหรับเพาะ-เลี้ยงในทุกระยะ ภายหลังจากจับกบขายหมดบ่อแล้ว จะเริ่มเพาะ-เลี้ยงรุ่นใหม่ นอกจากนั้น ยังสามารถเพาะ-เลี้ยงในช่วงนอกฤดูได้ด้วยการสร้าง “บ่ออบแม่พันธุ์กบ สำหรับเพาะนอกฤดู” ขึ้น เพื่อช่วยทำให้เกิดการผสมและวางไข่ในช่วงอากาศหนาวเย็นได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ผลผลิตที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัยไม่ว่าจะเป็นลูกอ๊อด ลูกกบ หรือกบเนื้อ ล้วนมีลูกค้าทั้งใน และต่างประเทศมาจับจอง โดยมีการบริหารจัดการหมุนเวียนการผลิต และมีรายได้ตลอดทั้งปี

ข้อมูล: เทคโนโลยีชาวบ้าน

รวม”วิธีการเลี้ยง”

สูตรการเลี้ยงในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธี เช่น  เลี้ยงในบ่อดิน,  เลี้ยงแบบธรรมชาติ,  เลี้ยงในกระชัง และเลี้ยงในบ่อซีเมนต์   โดยท่านสามารถเลือกวิธีการเลี้ยง พร้อมเริ่มต้นอาชีพ เริ่มธุรกิจขายกบได้ทันที เหมาะสำหรับผู้สนใจอาชีพเสริม, สร้างอาชีพและอาชีพอิสระ

การเลี้ยงในบ่อดิน

เลี้ยงกบในบ่อดิน

อุปกรณ์/เครื่องมือเบื้องต้น :

  • เตรียมพื่นที่
  • พันธุ์กบ
  • อาหาร

วิธีการเลี้ยง :

  • ควรทำในลักษณะกึ่งถาวร โดยขุดบ่อลึกไปในดิน 50-70 เซนติเมตร 
  • ฝังท่อระบายน้ำก่อขอบบ่อด้วยอิฐบล๊อกสูง 2-3 ก้อน 
  • ด้านบนปากบ่อมีตาข่ายคลุมปิดเพื่อป้องกันนก ศัตรูธรรมชาติอื่นๆ และแมลงปอลงวางไข่

ปัจจุบันบ่อดินมีความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีข้อเสีย คือดูแลรักษาความสะอาด และป้องกันศัตรูได้ยาก ส่วนข้อดีคือการลงทุนต่ำหากมีบ่ออยู่แล้ว และบริเวณที่มีอากาศหนาว สามารถใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กบนาข้ามฤดูกาล ได้ดีกว่าบ่อซีเมนต์ อาจทำเป็นบ่อพักกบนาชั่วคราว ในกรณีที่ต้องการลดอาหาร เพื่อให้กบพักตัวในช่วงฤดูหนาวก่อนไปขาย

เลี้ยงแบบธรรมชาติ

เลี้ยงกบแบบธรรมชาติ

อุปกรณ์/เครื่องมือเบื้องต้น :

  • เตรียมพื่นที่
  • อาหารกบ
  • พ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ

วิธีการเลี้ยง :

  • ขุดบ่อดินที่จะเลี้ยง ขนาดที่เหมาะสม 3×4 เมตร ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ขุดให้มีที่พัก หรือเนินดินตรงกลางบ่อเพื่อให้กบได้ขึ้นมารับแสงแดดตามธรรมชาติ หรือให้บ่อนั้นมีลักษณะตามต้องการ จากนั้นก็ปรับปรุงดินโดยการโรยปูนขาวทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน แล้วจึงถ่ายน้ำเข้าบ่อประมาณ 3-5 วัน
  • นำน้ำหมักจุลินทรีย์เทลงในบ่อเพื่อปรับปรุงน้ำ ประมาณ 1 ขันน้ำ 
  • จากนั้นก็นำลูกพันธุ์กบมาเลี้ยงตามปกติ โดย 1 บ่อนั้นจะใส่ลูกกบลงไป 1,000 ตัว 
  • ให้อาหารคือ หอยเชอรี่ต้มสุก และอาจจะเสริมด้วยหัวอาหารบ้าง ธรรมชาติของกบนั้นไม่ไม่กินสัตว์ที่อยู่นิ่งหรือตายแล้ว ดังนั้นจะต้องมีการฝึกให้มันกินหอยเชอรี่ต้ม โดยการให้กินเป็นประจำจะช่วยให้กบนั้นเจริญเติบโตเร็ว และแข็งแรง 
  • การปล่อยให้กบอยู่รวมกันโดยไม่แยกหรือคัดขนาด ก็อาจจะมีบ้างที่กบจะกัดกันจนตาย อย่างใส่กบลงไปสัก 1,000 ตัว ในบ่อแต่จะเลหือสัก 7-8 ร้อยตัวก็ถือว่าดีแล้ว เป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ จะได้กบที่ไม่มีไขมัน และไม่มีกลิ่นเหม็นของกบ เวลานำไปปรุงอาหารด้วย

เลี้ยงในกระชัง

เลี้ยงกบในกระชัง

อุปกรณ์/เครื่องมือเบื้องต้น :

  • พันธุ์กบขนาด 1 นิ้ว จำนวน 500 ตัว ๆ
  • อาหารปลาดุกเม็ดกลาง จำนวน 1 กระสอบ
  • อาหารปลาดุกใหญ่ จำนวน 2 กระสอบ
  • EM จำนวน 1 ลิตร
  • เกลือแกง จำนวน 1 ห่อ
  • ผ้าพลาสติก (ปูบ่อ) ขนาด 3.6X 6 เมตร จำนวน 1 ผืน
  • ผ้าพลาสติก (ล้อมบ่อเลี้ยงกบ) ขนาด 3.6 X 12 เมตร 1 ผืน
  • มุ้งเขียว จำนวน 1 ม้วน

วิธีการเลี้ยง :

  • ขุดบ่อดินขาดประมาณ 35 x 20 เมตรขึ้นไป ลึก 80 – 100 เซ็นติเมตร ไว้หลายๆบ่อ ส่วนใหญ่จะเหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่เป็นทุ่งนามาก่อน
  • นำกระชังเลี้ยงสำเร็จรูป (ใช้เครื่องจักรเย็บกระชัง จะทนทานกว่าใช้มือเย็บเอง) โดยกระชังที่นิยมที่สุดคือ ขนาด 3 x 4 เมตร ซึ่งจะใส่กบได้ประมาณ 1,200 – 2,500 ตัว/กระชัง เลยทีเดียว โดยมักจะใส่จนเต็มพอดีกับพื้นที่ และมีทางเดินตรงกลางเพื่อสะดวกต่อการให้อาหาร และทยอยจับกบขายได้
  • สูบน้ำเข้าบ่อประมาณ 50 เซ็นติเมตร แล้วนำกระชังขึงด้วยไม้ใผ่ และนำแผ่นยางลอยน้ำ รองใต้กระชัง เพื่อให้ลอยเหนือน้ำ เป็นพื้นที่แฉะสำหรับกบอาศัยอยู่ ด้านบนปิดด้วยตาข่าย กันศัตรูกบมากิน และมีสแลนพรางแสงและกันฝน กันกบตกใจ ปกติถ้าน้ำดีๆจะถ่ายน้ำทุกๆ 7 วัน ก็ได้ โดยสังเกตจากกลิ่นของน้ำเป็นสำคัญ จะต้องไม่เหม็นมาก

น้ำสำหรับใช้เลี้ยง :

หากน้ำที่ใช้เป็นกรด จะต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำและตรวจวัดความเป็นกรดด่างของน้ำอีกครั้งหนึ่ง  และมีการพักน้ำดังกล่าวไว้ก่อนนำมาเลี้ยง

น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งคุณภาพของน้ำมักจะไม่สม่ำเสมอ หรือปนเปื้อนสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร  ดังนั้นควรพิจารณาในการนำมาใช้ ถ้าจะนำมาใช้ควรมีบ่อพักเก็บกักน้ำไว้ก่อน

หากน้ำที่ใช้เป็นน้ำบาดาลควรผ่านการกรอง และพักน้ำไว้ก่อนนำมาใช้ แต่บางที่มีคุณภาพดีก็นำมาใช้สำหรับกบรุ่นๆได้เลย

เลี้ยงในบ่อซีเมนต์

เลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

อุปกรณ์/เครื่องมือเบื้องต้น :

  • พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง
  • เตรียมพื้นที่
  • อาหารกบ

วิธีการเลี้ยง:

  • ความสูงจากพื้นเพียง 1 ฟุต พื้นล่างเทปูนหนาเพื่อรองรับน้ำ 
  • มีท่อระบายน้ำอยู่ตรงส่วนที่ลาดสุด พื้นที่เป็นที่ขังน้ำนี้ นำวัสดุลอยน้ำ เช่น ไม้กระดาน ขอนไม้ ต้นมะพร้าว ให้ลอยน้ำ เพื่อให้กบขึ้นไปเป็นที่อยู่อาศัย 
  • สามารถเลี้ยงปลาดุกเพื่อให้เก็บกินเศษอาหาร และมูลกบได้ในอัตราส่วนกบ : ปลาดุก 100:20 
  • ด้านบนของบ่อจะเปิดกว้างเพื่อให้แดดส่องลงไปทั่วถึง 
  • มุมใดมุมหนึ่งของบ่นำทางมะพร้าวมาปกคลุม เพื่อเป็นส่วนของร่มบ่อเลี้ยงแบบซีเมนต์ ถ้าทำขนาด 3 x 4 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ 1,000 ตัวและปลาดุกอีก 200 ตัวพื้นล่างของบ่อ

เลี้ยงในคอนโดยางรถยนต์

เลี้ยงกบในคอนโดยางรถยนต์

อุปกรณ์/เครื่องมือเบื้องต้น :

  • พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง
  • เตรียมพื้นที่
  • ปลอกบ่อ ขนาด 0.8 เมตร บ่อละ 1 วง
  • ยางรถยนต์ บ่อละ 2 เส้น
  • อาหารกบ

วิธีการเลี้ยง :

  • เลือกบริเวณที่มีแสงแดดรำไร หรือมีตาข่ายพรางแสงช่วยลดความร้อนขั้นที่สอง 
  • สร้างคอนโด 3 ชั้น จำนวน 2 หลัง แต่ละหลังใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ที่เจาะรูต่อท่อด้านข้างสำหรับระบายน้ำทิ้ง เป็นฐานชั้นล่างสุด
  • จากนั้นนำยางรถยนต์เก่า 2 เส้นวางซ้อนกัน แล้วปิดทับด้วยฝาครอบพัดลมขนาดกำลังดียี่ห้อใดก็ได้ ก็เป็นอันเรียบร้อย
  • ก่อนปล่อยลูกกบให้เติมน้ำในวงบ่อซีเมนต์ เพียงแค่พอให้กบยืนอยู่ที่พื้นได้ ไม่ควรใส่น้ำมากเกินไปจนท่วมตัว 
  • จากนั้นปล่อยลูกกบรุ่นเล็ก (อายุ 1 -2 เดือน) ซึ่งมีขนาดประมาณเหรียญ 5 บาท จำนวน 100 ตัวลงในคอนโดหลังแรก 
  • เมื่อเลี้ยงได้ 1 เดือนจึงแยกกบที่มีขนาดใหญ่ 50 ตัวออกไปเลี้ยงในคอนโดอีกหลัง ใช้เวลาเลี้ยง 3-4 เดือน ก็ได้ขนาดที่ตลาดต้องการ

สายพันธุ์ที่ควรเลี้ยง

กบเนื้อที่นิยมเลี้ยง และบริโภคมี 2 ชนิด ได้แก่

  1. กบนา (Rugose Frog)

    เลี้ยงกบ,เลี้ยงกบในกระชัง,เลี้ยงกบคอนโด,เลี้ยงกบคอนโด ยางรถยนต์

    1. เป็นกบพื้นเมืองที่พบเห็นได้ทั่วไป ตามทุ่งนา และแหล่งน้ำขังทุกภาค 
    2. ตัวขนาดกลาง ด้านหลังมีสีน้ำตาลจุดดำ ผิวขรุขระมีรอยย่น 
    3. เลี้ยงง่าย โตเร็ว 
    4. ให้เนื้อเหนียวนุ่มและมีรสชาติอร่อย 
  1. กบอเมริกันบูลฟร็อก (American Bullfrog)
  2. กบอเมริกันบูลฟร็อก
    1. เป็นกบต่างประเทศที่นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรานานแล้ว 
    2. ตัวใหญ่ด้านหลังมีสีเขียวปนน้ำตาลและมีจุดประทั่วลำตัว ผิวค่อนข้างเรียบและลื่น 
    3. เลี้ยงง่าย แต่ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่ากบนา 

การเลือกว่าจะเลี้ยงชนิดใดนั้นให้คำนึงถึงแหล่งซื้อขายลูกกบ ในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ สำหรับคนเมืองแนะนำให้เลี้ยงกบบูลฟร็อก เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย มีจำหน่ายตามตลาดสัตว์น้ำทั่วไป

เคล็ดลับในการเลี้ยง :

เลี้ยงกบ,เลี้ยงกบในกระชัง,เลี้ยงกบคอนโด,เลี้ยงกบคอนโด ยางรถยนต์การคัดขนาด เนื่องจากกบเป็นสัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ และกินสัตว์เป็นที่มีขนาดเล็กกว่าตัวเองเป็นอาหาร ดังนั้นในการเลี้ยงที่มีความหนาแน่นมากเกินไป หรือให้อาหารไม่เพียงพอจะทำให้เกิดความแออัด และกบขาดอาหารก่อให้เกิดปัญหาตัวใหญ่กินตัวเล็ก เพราะในระหว่างการเลี้ยง ลูกกบจะเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ดังนั้นควรคัดขนาดลูกกบทุก 2 สัปดาห์ โดยคัดกบที่มีขนาดเดียวกันลงเลี้ยงในบ่อเดียวกัน จะช่วยลดการกินกันเอง และเมื่อกบมีขนาดใหญ่ขึ้น ควรคัดขนาดเช่นเดียวกับลูกกบ  เพราะการคัดกบที่มีขนาดใกล้เคียงกับ นำมาเลี้ยงด้วยกัน จะทำให้ลดการรังแกกัน กบจะมีการเจริญเติบโตเร็วขึ้น

การเลี้ยงกบในน้ำสะอาดการถ่ายเทน้ำ การเลี้ยงในน้ำสะอาดจะทำให้กบมีการเจริญเติบโต ดังนั้นถ้าบริเวณที่เลี้ยงมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์  ควรถ่ายเทน้ำทุกวัน หรือใช้การหมุนเวียนให้น้ำไหลผ่านในระบบน้ำล้นตลอดเวลา แต่ถ้าแหล่งน้ำไม่อุดมสมบูรณ์ อาจจะถ่ายเทน้ำเมื่อสังเกตว่าน้ำเริ่มมีกลิ่นเน่าเสีย ซึ่งจะขึ้นอยูกับ ชนิดของอาหารที่ใช้เลี้ยงกบด้วย ความถี่ในการถ่ายเทน้ำในบ่อเลี้ยงลูกอ๊อด ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของลูกอ๊อดที่ปล่อย และอาหารที่ใช้เลี้ยง ถ้าเลี้ยงในบ่อคอนกรีตควรถ่ายเทน้ำทุกๆ 2-3 วัน จะช่วยให้ลูกอ๊อดแข็งแรงกินอาหารได้มาก และมีการเจริญเติบโตเร็ว 

วิธีการถ่ายเทน้ำต้องใช้วิธีเติมน้ำใหม่ลงก่อนครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยน้ำเก่าออกให้เหลือระดับน้ำเท่าเดิม 

การถ่ายเทน้ำในบ่อเลี้ยงลูกกบ และกบขนาดอื่นๆ ก็ทำได้โดยวิธีเดียวกัน ไม่ควรปล่อยน้ำในบ่อจนแห้งแล้วจึงเติมใหม่ เพราะกบเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย อาจมีการกระโดดกระแทกพื้นบ่อทำให้กบช้ำและตายได้

อาหารกบ

อาหารกบ

อาหารสด 

ได้แก่ หนอน , ปลวก , ปลาเป็ด และไส้ไก่

สูตรอาหารสด แบบบ้านๆ สำหรับการเลี้ยงแบบต้นทุนต่ำ

  1. เนื้อปลาสับ 1
  2. ปลายข้าว 1 ส่วน 
  3. ผักบุ้ง 2 ส่วน

ต้มรวมกันให้อาหารช่วงเช้า 07.00 น. ต้องมีการเก็บภาชนะไปล้างประมาณเวลา 10.00 น. เพื่อป้องกันอาหารบูด ส่วนอาหารเย็น 17.00 น.ไม่ต้องเก็บภาชนะไปล้าง เพราะว่ากลางคืนอาหารจะไม่บูดเสีย และธรรมชาติของกบจะหากินตอนกลางคืน

อาหารเสริม 

หากผู้เลี้ยงต้องการประหยัดก็สามารถให้อาหารเสริมได้ แต่ต้องระวังไม่ให้อาหารมากเกินไป เพราะกบที่กินอาหารมากเกินไปจะตายได้

  • เปิดไฟล่อให้แมลงมาเล่นไฟแล้วตกลงในบ่อเลี้ยง แต่ผลเสียคือ แมลงอาจจะมีพิษ หรือแมลงมียาฆ่าแมลงตกค้าง ทำให้กบตายได้
  • หอยเชอรี่ หรือหอยโข่ง ต้ม ก็เป็นอาหารเสริมอีกแบบหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เลี้ยง ลดต้นทุนค่าอาหารลงไปได้ แต่ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้กบกินได้ 
  • อาหารเสริมจากพืช ที่มีโปรตีนสูง เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด หรือหญ้าเลี้ยงสัตว์ ก็ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้ แต่ควรใส่รวมไปใน เนื้อปลา เนื้อหอย ต้มรวมกัน เพื่อให้กบ กินได้ง่ายยิ่งขึ้น

อาหารสำเร็จรูป 

ได้แก่ อาหารเม็ดสำหรับปลาดุก และอาหารเม็ดสำหรับกบ

การให้อาหารและขนาดเม็ดอาหาร ให้ดูคร่าวๆจากอายุกบ อาหารยิ่งเบอร์เล็ก ยิ่งแพง เพราะว่าในช่วงกบอายุน้อยๆจะต้องการโปรตีนปริมาณสูงกว่ากบโต จึงทำให้อาหารเบอร์เล็กแพงกว่าเบอร์ใหญ่ๆ

  1. กบเล็ก อายุ 30 – 60 วัน ให้กินอาหารวันละ 3 มื้อ ให้กินพออิ่ม อันนี้ต้องดูเอาว่ากบกินทั่วถึงแล้วหรือไม่ ไม่ต้องไปคำนวณตามสูตรอะไรมากมาย เอาง่ายๆพอ
  2. กบรุ่นและกบโต อายุ 60 วันขึ้นไปให้กินอาหารวันละ 2 มื้อ  จะได้ไม่เปลืองมาก อย่าให้อาหารมากเกิน เพื่อป้องกันกบท้องอืด และตาย
  3. การให้อาหารควรเคล้ายาให้กบบ้าง ตามอาการที่กบเป็นโรค หรือเพื่อป้องกันโรค ส่วนยาก็ไปที่ร้านเกษตรทั่วไป แล้วเลือกดูเอาตามที่พบอาการว่ากบมีอาการเป็นอะไรบ้าง สมัยนี้มียารักษา และป้องกันหลายยี่ห้อครับ แต่แนะนำให้ใช้ยาให้น้อยที่สุด หรือเท่าที่จำเป็น ตรงนี้สำคัญมากถ้าต้องการส่งออกกบในอนาคต
  4. ตามปกติกบจะกินอาหารเรื่อยๆไม่มีหยุด เรียกว่ากินจนท้องอืด และตายในที่สุด ดังนั้นอย่าคิดว่ากบกินอาหารหมดแสดงว่ากบหิว จริงๆแล้วให้ดูโดยรวมๆว่ากินทั่วถึงแล้วหรือยัง ถ้าทั่วถึงแล้วก็ให้หยุดให้อาหารในมื้อนั้นๆ และจำเป็นมาตรฐานไว้ว่าเราควรจะให้มื้อละกี่กิโลกรัม
  5. สำหรับอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยง ถ้าเป็นในช่วงลูกอ๊อดจะใช้เป็นไฮเกรด (ถุงสีดำ) มีโปรตีนสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเริ่มให้ตั้งแต่ลูกอ๊อดมีอายุวันที่ 4 ไปจนมีขาออกมาแล้วปีนขึ้นแผ่น 
  6. จากนั้นเปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 1 
  7. พอมีขนาดตัวประมาณผลมะนาวจึงเปลี่ยนมาใช้อาหาร เบอร์ 2 
  8. พอมีขนาดเท่ากับไข่ไก่จึงเปลี่ยนมาเป็นอาหารเบอร์ 3

โรคและศัตรูในการเลี้ยง

กบเป็นโรคทำอย่างไร

การเลี้ยงกบก็คงจะไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ เมื่อมีการเลี้ยงก็มักจะมีปัญหาเรื่องโรคที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการเลี้ยงจำนวนมาก การระบาดของโรคอาจเกิดการแพร่กระจายมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากน้ำเสีย ถ้ากบอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคต่ำ น้ำสกปรก หรือไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ โรคของกบ ก็จะเข้าโจมตีได้ หลักๆ มีดังนี้

โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด

อาการของโรค
ลูกอ๊อดจะมีลำตัวด่าง คล้ายโรคตัวด่างในปลาดุก จากนั้นจะเริ่มพบอาการท้องบวม และตกเลือดตามครีบ ต่างๆ

สาเหตุของการเกิดโรค
ติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Flexibacteris

การรักษาโรค

  • ใช้เกลือแกงแช่ในอัตรา 0.5% (5 กิโลกรัม/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) นาน 3-5 วัน
  • ใช้ยาออกซีเตตร้าซัยคลินแช่ในอัตรา 10-20 กรัม/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันทุกวันนาน 3-5 วัน

การป้องกันโรค

  • อนุบาลลูกอ๊อดในความหนาแน่นที่เหมาะสม ตารางเมตรละ 1,000 ตัว
  • คัดขนาดทุกๆ 2-3 วันต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบ แล้วอนุบาลให้ได้ขนาด 1-1.5 อัตราความหนาแน่น 250 ตัว/ตารางเมตร จากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาดของบ่ออนุบาล

โรคกบขาแดง

อาการของโรค
เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวหนังสีผิดปกติ เสียการทรงตัว มีจุดเลือดออกตามตัว และมีแผลเกิดขึ้น ขาชักกระตุก และมีผื่นแดงบริเวณโคนขาหลัง เม็ดเลือดมีอาการของโลหิตจาง เลือดแข็งตัวช้า และมีเลือดออกบริเวณอวัยวะภายใน


สาเหตุของการเกิดโรค
การติดเชื้อ bact. A. hydrophila, Haemophilus piscium

การรักษาโรค 

  • ใช้ยาเตรทตร้าไซคลิน 50-100 mg./น้ำหนักกบ 1 กิโลกรัม (ป้อน) อาจผสมอาหารหรือแช่ก็ได้ (ปริมาณเพิ่มขึ้น)
  • ฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ และแยกกบออกจากกัน
  • ฆ่าเชื้อในน้ำด้วยคลอรีน 0.5-1 ppm.

วัณโรคกบ

อาการของโรค
กบจะซึม ไม่กินอาหาร พบการตายยกบ่อ 

สาเหตุของการเกิดโรค
เกิดเชื้อไมโครแบคทีเรีย เมื่อพบการเป็นโรคนี้จะรักษาไม่ค่อยหาย

การรักษาโรค

  • ใช้ยาไรแฟม ผสมในอาหารให้กินติดต่อกัน 3-5 วัน 
  • ถ้าอาการไม่ดีต้องกำจัดทิ้งยกบ่อ 
  • ใช้ยาฆ่าเชื้อล้างทำความสะอาด ก่อนกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง

โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระหว่างเลี้ยงเป็นกบเนื้อ

อาการของโรค
มีลักษณะเป็นจุดแดงๆ ตามขาและผิวตัว โดยเฉพาะด้านท้องจนถึงแผลเน่าเปื่อยบริเวณปาก ลำตัว และขา ตับมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีจุดสีเหลืองซ้อนๆ กระจายอยู่ทั่วไป ไตขยายใหญ่ บางครั้งพบตุ่มสีขาวกระจายอยู่

สาเหตุของการเกิดโรค
สภาพบ่อสกปรก ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ

การรักษาโรค
ใช้ออกซีเตตร้าซัยคลินผสมอาหารให้กบกินในอัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัมต่อวัน
กินติดต่อกันจนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือให้กินไม่น้อยกว่าครั้งละ 5-7 วัน

การป้องกันโรค

  • คัดขนาดทุกๆ 2-3 วันต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบ แล้วอนุบาลให้ได้ขนาด 1-1.5 อัตราความหนาแน่น 250 ตัว/ตารางเมตร จากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาดของบ่ออนุบาล

โรคตาขาว คอเอียง กระแตเวียน บวมน้ำ

อาการของโรค
ตาขาว ขุ่น บอด เกิดการอักเสบที่ตา มีหนองในช่องหน้าตา มีอาการทางประสาท โดยกบจะนอนหงายท้อง แสดงอาการควงสว่าน คอเอียง กบบางตัวจะบวมน้ำ พบน้ำคั่งใต้ผิวหนัง และมีน้ำในช่องท้อง

สาเหตุของการเกิดโรค
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฟลาโวแบคทีเรียม เมนิงโกเซพติคุ่ม (Flavobacterium meningosepticum)

การรักษาโรค

  • โรคนี้การรักษามักไม่ค่อยได้ผล โดยเฉพาะในตัวที่ป่วยหนัก ทำได้โดยลดความรุนแรงของโรค โดยแยกตัวป่วยออก 
  • ฆ่าเชื้อโรคในบ่อ หรือใช้ยาฆ่าเชื้อ เช่น ไอโอดีน เป็นต้น หรืออาจใช้ด่างทับทิม 5-8 กรัม/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สาดให้ทั่วบ่อติดต่อกัน 3 วัน 
  • จากนั้นผสมยาปฏิชีวนะ เช่น เอ็นโรฟล็อคซาซิน กับอาหาร เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกบที่เหลือ เลี้ยงกบต่อให้ปริมาณน้อยลงจากเดิม
  • การรักษาที่แนะนำ ไม่ต้องรักษาให้เปลืองยา เพราะมักจะไม่หาย ต้องยอมขาดทุนบ้าง อย่าเสียดาย โดยให้นำกบทุกตัวในฟาร์มที่ติดโรคไปทำลายทิ้ง จากนั้นให้หยุดเลี้ยงเพื่อตากบ่อไว้สัก 1 เดือน แล้วจึงเริ่มต้นเลี้ยงใหม่อีกครั้ง

การป้องกันโรค
ไม่เลี้ยงหนาแน่นเกินไป มีการพักน้ำและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ก่อนนำมาใช้ด้วยคลอรีน เปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ

เลี้ยงแล้วขายที่ไหนได้บ้าง?

กบเป็นสัตว์เศรษฐกิจก็จริง แต่ในปัจจุบันตลาดรองรับยังมีความไม่แน่นอนจึงควรเลี้ยงแต่น้อย แล้วค่อยขยายให้มีปริมาณมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะลดการขาดทุนได้ ซึ่งกบมักมีปริมาณมากจนล้นตลาดในช่วงเดือน ส.ค – ต.ค. ของทุกๆ ปี ราคาจำหน่ายในปัจจุบันมีอยู่ในช่วง 60-120 บาท ต่อกิโลกรัม แต่หากเป็นกบที่ชำแหละแล้วมีราคาในช่วง 120-200 บาท ต่อกิโลกรัม เลยทีเดียว

ตลาดในท้องถิ่น

หากเกษตรกรสนใจจะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายในท้องถิ่น ไม่ควรเลี้ยงในปริมาณมากนัก เพราะตลาดจะแคบ และยิ่งเป็นช่วงหน้าฝนเมื่อกบมีขนาดเต็มที่พร้อมๆ กัน จะขายยาก หากไม่สามารถจับขายได้ ก็จะขาดทุนจากค่าอาหารที่ต้องให้กินทุกวัน ทางออกที่ดีจึงควรชำแหละ และแช่แข็งไว้ซึ่งสามารถนำออกขายในช่วงที่ราคาดีได้ แต่จะมีต้นทุนจากตู้แช่และค่าไฟฟ้าตามมาบ้าง

ตลาดในประเทศ

  • กรณีที่เลี้ยงเพื่อขายครั้งละไม่เกิน 500 กก. แนะนำให้ขายในพื้นที่ใกล้เคียง ตลาดนัด หรือขายส่งให้แก่ฟาร์มใหญ่ๆ ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ซึ่งต้องมีการทำข้อตกลงกันล่วงหน้า จึงจะเป็นผลดี
  • กรณีที่เลี้ยงเพื่อขายครั้งละมากๆตั้งแต่ 500 กก. ส่วนมากจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม แต่ข้อเสียคือ ถ้าท่านมีกบอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นช่วงที่หลายๆฟาร์มกำลังระบายกบออกสู่ตลาด ท่านก็จะถูกพ่อค้าคนกลางบางรายถือโอกาสนี้กดราคาซื้อหน้าฟาร์มลงไปอีก เพราะเขาจะรู้ว่าท่านจำเป็นต้องขาย เพราะไม่ขายกบก็จะกินอาหารไปเรื่อยๆจนท่านขาดทุน
  • ตลาดสำหรับให้เกษตรกรผู้เลี้ยง นำกบไปขายให้กับพ่อนค้าคนกลางได้โดยตรง (ราคาอาจจะสูงกว่าการเหมาจับหน้าฟาร์ม 4 – 8 บาท/กก.) ที่ใหญ่ๆ ได้แก่
    • ตลาดองค์การสะพานปลา กรุงเทพฯ แต่อาจต้องมีคิวลงของ ดังนั้นจึงต้องติดต่อผู้รับซื้อไว้ล่วงหน้า
    • ตลาดไทย
    • ตลาดกลางสินค้าเกษตร ประจำจังหวัด แต่ละจังหวัด ซึ่งหลายๆแห่งมีผู้ที่รับซื้อกบอยู่แล้ว ตรงนี้ต้องไปติดต่อดูเอานะครับ

ตลาดต่างประเทศ

จากคำแนะนำของอาจารย์มหาลัยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สกลนคร ว่าตลาดที่สิงคโปร์ และประเทศจีนมีความต้องการอยู่มาก นอกจากนี้ยังพบว่าตลาดของสหรัฐอเมริกา กับอังกฤษก็ต้องการเยอะเช่นเดียวกัน  โดยเฉพาะลูกฮวกอบแห้ง กบตากแห้ง หนังกบแห้งและกบย่าง ส่วนราคาตากแห้งจะอยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 3,000 บาท ส่วนลูกฮวกอบแห้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 4-5 พันบาท นายสันติ สุนีย์ เกษตรกรบ้านดอนแดง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม (สันติฟาร์มฮวก) จึงได้รวมกลุ่มผู้เลี้ยงในหมู่บ้าน และพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสะอาด ได้มาตรฐาน เพราะเชื่อว่าถ้ามีมาตรฐาน มีแพ็กเกจที่ดี นอกจากส่งขายในประเทศได้แล้ว เรายังจะสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้เช่นเดียวกัน

ในปีแรก (2564) ทุกคนได้ร่วมกันพัฒนาต่อยอดแนวคิดตรงนี้ จากปกติที่จำหน่ายกบขุนกิโลกรัมละ 100 บาท แต่พอนำมาแปรรูปแล้วราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นอีก 1 เท่าตัว คือ กิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำจะใช้เนื้อกบล้วนๆ ไม่มีการผสมเนื้อไก่ เนื้อหมู โดยจะนำภูมิปัญญาชาวบ้านแบบโบราณที่ย่างถ่านแบบรมควัน จนกว่าจะมีความหอมเข้าเนื้อของเครื่องปรุงสมุนไพร แม้จะเป็นวิธีง่าย ๆ แบบชาวบ้าน แต่รสชาติรับรองว่าอร่อยอย่างแน่นอน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ทำ จะประกอบไปด้วย ไส้อั่วกบ ไส้กรอกกบ หมกฮวก กบตากแห้ง และหนังกบตากแห้ง

แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า จะดีกว่ามั้ย?

กบก็เหมือนสัตว์และพืชเศรษฐกิจแทบทุกชนิดในประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรนิยมเลี้ยงแล้วขาย โดยไม่แปรรูป ทำให้ขาดทุนกันมาก ซึ่งการแปรรูปนอกจากช่วยเพิ่มราคาแล้ว ยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษาคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถแนะนำเมนูในท้องถิ่น ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ หรือทั่วโลกได้ด้วย

เนื้อกบแช่แข็ง

หากเกษตรกรชำแหละกบ แล้วแยกเป็นหลายรูปแบบ โอกาสที่จะขายได้ราคาก็มีมากขึ้น เนื้อกบแช่แข็ง ที่นิยมกันในปัจจุบัน ได้แก่ เนื้อกบรวมหนังทั้งตัว เนื้อกบไม่รวมหนังทั้งตัว และชิ้นส่วนกบแช่แข็ง ซึ่งกรรมวิธีเพียงชำแหละกบ ตามรูปแบบที่ต้องการแล้ว นำไปแพ็คสุญญากาศ แล้วแช่แข็งเพื่อรอจำหน่ายต่อไป

ชิ้นส่วนกบป่น เพื่อใช้ทำอาหารสัตว์

เมื่อเราชำแหละกบเป็นรูปแบบต่างๆ แล้ว จะมีชิ้นส่วนที่ไม่สามารถนำไปขายไปอีกส่วนหนึ่ง คือ หัว และอวัยวะภายใน ของกบนั่นเอง เมื่อเราทราบดีแล้วว่ากบมีโปรตีนสูง จึงมีผู้นำไปอบแห้งและป่น เพื่อนำมาเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งก็เป็นอาหารกบได้ด้วย เป็นการประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงได้อีกทางหนึ่ง

กบรมควัน

เป็นกรรมวิธีต่อยอดมาจาก เนื้อกบแช่แข็ง เพียงแต่นำไปรวมควัน หลังจากชำแหละแล้ว ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวยุโรป เป็นส่วนใหญ่

หนังกบทอด และกระเป๋าหนังกบ

เมื่อชำแหละเป็นเนื้อกบแช่แข็งแล้ว ยังมีหนังกบเหลืออยู่ โดยปกติคนไทยนิยมนำมาทำเมู หนังกบทอด ซึ่งสะดวก และง่าย แต่หากแพ็คใส่ถุงที่สามารถยืดอายุได้นาน ก็สามารถส่งขายได้ทั่วประเทศ หรือหากมีกรรมวิธีการอบ แทนการทอดได้ ก็จะช่วยลดกลิ่นหืน ทำให้เก็บไว้จำหน่ายได้นานอีกด้วย

กระเป๋าหนังกบนั้นมีมานานแล้ว รวมถึงกระเป๋าหนังสัตว์อีกหลายชนิด แต่หนังกบที่ใช้ทำกระเป๋าในอดีตนิยมใช้หนังกบภูเขา แต่ปัจจุบันหายากมาก จึงนิยมนำหนังกบที่เราเลี้ยงมาทำกระเป๋าแทนหนังกบภูเขา ส่วนรูปแบบที่โรงงานผลิตกระเป๋าต้องการ คงต้องอาศัยการติดต่อประสานงานร่วมกัน ระหว่างผู้ขาย และผู้ซื้อ เพื่อจะไปทราบขนาด เสป็ค และรายละเอียดต่างๆ ได้นั่นเอง

กระเป๋าหนังกบ

อาหารจากเนื้อกบ

เนื้อกบเป็นเมนูยอดนิยมของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอาหารที่ให้รสชาด แต่ไม่มีกลิ่นคาว เช่น กบทอดกระเทียม หรือกบผัดกระเพรา เป็นต้น 

การรังสรรค์เมนูเพื่อจำหน่ายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงกบ แต่ควรกำหนดรูปแบบให้ดี ก่อนนำออกจำหน่าย เพื่อกำไรที่มากพอ เช่น อาหารปรุงสุก สามารถจำหน่ายในท้องถิ่น หรือร้านอาหารได้ดี แต่หากต้องการจำหน่ายไปทั่วประเทศ ควรปรับรูปแบบเป็นกึ่งปรุงสุก เช่นเดียวกับอาหารกึ่งสำเร็จรูปรูปหลายชนิด ที่นิยมในห้างสรรพสินค้า และช่องทางออนไลน์

เมนูยอดนิยมในประเทศ

  • ต้มยำกบ
  • แกงอ่อมกบ
  • กบผัดเผ็ด
  • กบทอดกระเทียม
  • กบผัดกะเพรา
  • กบผัดพริกแกง
  • ผัดฉ่ากบ

กบทอดกระเทียม

เมนูยอดนิยมในต่างประเทศ

  • Frog Leg Sauce Piquante on Jambalaya Grits
  • Cuisses de Grenouille
  • Tinolang Palaka

ประโยชน์ของเนื้อกบ

สารอาหารหลักในเนื้อกบ

คล้ายกับสัตว์ทั่วไป

  • เนื้อกบ 100 กรัมให้โปรตีนสูงถึง 22 กรัม แต่กลับมีปริมาณไขมันต่ำเพียง 0.4 กรัมเท่านั้น
  • แคลอรี่ในเนื้อกบ ในเนื้อกบ 100 กรัม จะให้พลังงานทั้งหมด 99 กิโลแคลอรี โดยได้จากโปรตีน 89.2 กิโลแคลอรี ไขมัน 3.6 กิโลแคลอรีและคาร์โบไฮเดรต 1.2 กิโลแคลอรี

จัดว่าเป็นอาหารที่ดีต่อร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อหรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

สรรพคุณทางยา

คณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไอร์แลน์ค้นพบโปรตีน หรือเปบไทด์ 2 ชนิดจากยางในหนังกบ ซึ่งโปรตีนนี้มีคุณสมบัติในการยับยั้ง และป้องกันเส้นเลือดงอกเอง โดยปกติแล้วก้อนเนื้อมะเร็งจำเป็นต้องมีเส้นเลือดเพื่อนำเลือด ออกซิเจน และสารอาหารมาหล่อเลี้ยงให้ก้อนเนื้องอกเจริญเติบโต  การที่สามารถยับยั้งการงอกและเจริญเติบโตของเส้นเลือดงอก อาจจะใช้รักษาโรคมะเร็งได้ในอนาคต

นอกจากนี้ผิวหนังของกบยังสามารถ ผลิตสารที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อรา ต่อต้านเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ ซึ่งเป็นค้นพบที่ต่อเนื่องมาจากการทดลงในกบซึ่งสามารถรักษาแผลตัวเองได้อย่างดีโดยไม่มีการติดเชื้อใด ปัจจุบันจึงสารชนิดนี้จึงถูกนำมาศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นยาฆ่าที่สามารถใช้กับคนได้นั่นเอง

ข้อควรระวังในการรับประทานเนื้อกบ

ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรรับประทานมาก เนื่องจากกบสามารถรับประมาณได้ทั้งกระดูก การรับประทานเนื้อสัตว์ทั้งกระดูกทำให้ได้รับฟอสฟอรัสสูง ผู้ป่วยโรคไตมักมีปัญหาในการขับฟอสฟอรัสออกจากร่างกาย จึงทำให้ฟอสฟอรัสคั่งในเลือด หากมีปริมาณฟอสฟอรัสในร่างกายสูงมากเกินไป อาจจะทำให้กระดูกบางและเปราะ คันตามผิวหนัง หลอดเลือดแดงแข็ง ก้อนแคลเซียมเกาะตามเนื้อเยื่อต่างๆ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

อนาคตทางเศรษฐกิจ

การเลี้ยงกบคล้ายกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ หรือการปลูกพืชเศรษฐกิจโดยทั่วไป แตกต่างอยู่บ้างตรงที่การเลี้ยงกบใช้พื้นที่น้อยมาก และใช้เวลาเพียง 3-6 เดือน เท่านั้นเอง หากน้ำสะอาด และอาหารเพียงพอ เลี้ยงเพียง 3 เดือน ก็จับขายได้แล้ว 

การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ มักจำเป็นต้องเรียนรู้การขายก่อนการเลี้ยงเสมอ เพราะจุดประสงค์ในการเลี้ยงคือเพื่อขาย หากเริ่มต้นจากการเลี้ยงก่อนมักไม่มีที่ขาย แต่หากเริ่มต้นจากการขายก่อน ก็มักไม่มีกบเพียงพอในการขาย จึงควรศึกษาจากผู้เลี้ยงที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มได้แล้ว และเชื่อมโยงกับกลุ่มที่แปรรูปได้แล้ว อาจจะเรียนรู้ไปถึงการส่งออกด้วยก็ได้

โลกในปัจจุบันการสื่อสารมีหลายช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่สะดวก ง่ายดาย หากศึกษาเรียนรู้จนเข้าใจแล้ว ก็สามารถเริ่มต้นเลี้ยงได้เลย ซึ่งการเลี้ยงกบนั้นมีต้นทุนค่าอาหารสูงที่สุด รองลงมาก็เป็นอุปกรณ์การเลี้ยง โอกาสนี้หวังว่าการศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างดี จะนำพาเกษตรกรไทย ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ ตามแนนวบันได 4 ขั้น เพื่อยืนหยัดในอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นนายของตัวเอง และมีชีวิตที่อยู่ได้ ในทุกช่วงเศรษฐกิจนั่นเอง

แนะนำแหล่งซื้อลูกกบ จากเกษตรกรผู้เลี้ยงกบมานานกว่า 10 ปี ในพื้นที่จังหวัดระยอง หรือภาคตะวันออก รบกวนติดต่อ คุณเกรียงศักดิ์ แสงรัตน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกบอยู่ที่ บ้านหนองสะพาน ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โทรศัพท์ 0614156339

แชร์ได้นะ!

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Shopping Cart